Clair De Lune

December 17, 2009 by endlescape

อากาสค่อนข้างหนาว ฉันกำลังยืนอยู่เหนือการหลับไหลของผู้คนในเมืองที่ฉํน
จากมาแสนไกล เฝ้ารอให้พระจันทร์ส่องแสงลงมา แต่ไม่พบ คืนนี้ไม่มีพระจันท์
มันอาจหลบอยู่อีกฟากของโลก แต่ยังโชคดีที่พอมีดวงดาวหลงเหลืออยู่บ้าง
อย่างน้อยมันก็มีอะไรให้ฉันมอง ไม่รู้สึกว่างเปล่าจนเกินไป คล้ายเป็นค่ำคืน
ที่เหมือนบทกวีอันแสนเศร้า เพียงแค่คิดถึงเธอเท่านั้น  ฉันสูดลมหายใจเข้า
เต็มปอด เพื่อผ่อนคลาย ฉันยืนอยู่ลำพังเหม่อมองไปบนท้องฟ้าอยู่พักใหญ่
ครุ่นคิดถึงคำพูดของเธอก่อนที่เราจะจากกันว่ามันหมายถึงอะไร แต่ก็ไม่
พบคำตอบที่จะเป็นไปได้ ฉันนั่งนิ่ง ไม่แล้วฉันจะไม่คิดฉันไม่อยากเดาหรือ
คิดไปเองอีกแล้วมันทำให้ฉันหดหู่และสับสนพิลึก จู่ๆ ฉันก็รู้สึกเหนื่อยมากๆ
ขึ้นมาไม่รู้เพราะอะไร ฉันจึงล้มตัวลงนอนบนพื้นหญ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำค้าง
แต่ฉันไม่สนใจ ฉันเพ่งมองดูไอของความเย็นที่พวยพุ่งออกจากปลายจมูก
และปล่อยใจให้ล่องลอยไปอีกครั้งเหนือท้องฟ้าเบื่องบน ท้องฟ้ามืดมิดที่ถูก
ประดับประดาด้วยดาวระยิยระยับนับหมื่นแสนดวงทำให้ฉันไม่อยากจะ
หลับตาลงเลยแต่ก็ทนทานต่อความเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว  และดวงดาวสีขาว
สดใสก็ค่อยๆเลือนหายไปในดวงตาของฉันทีละน้อยจนมืดสนิท
.
เพียงแวบหนึ่งของความหลับและความตื่นฉันรู้สึกว่าได้ยินเสียงเพลงบรรเลง
ซึ่งลอยมาตามสายลมฉันมองไปรอบตัวแต่ไม่พบที่มาของเสียงได้ชัดเจน
นาทีแรกมันทำให้ฉันรู้สึกกลัว แต่หลังจากนั้นมันเหมือนปลุกฉันตื่นจากความฝัน
อันโหดร้ายที่ฉันเพิ่งจะหนีมันมาและปลอบโยนฉันด้วยความเมตตา
ฉันพยายามต้งใจฟัง… ใช่แล้ว! “แคล เดอ ลูน” บทเพลงที่เดอะบุชชี่เหมือนจะ
จับจังหวะการเต้นระบำของดวงดาว มาบรรเลงเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ
ที่สุดในโลกในคืนที่พระจันทร์ลอยเด่นสุกสกาว และมีหญิงสาวของเค้านั่งอยู่
เคียงข้าง ฉันมีความสุขเหลือเกินที่ได้ยินเสียงเพลงนี้อีกครั้งเพราะมันทำให้ฉัน
คิดถึงเธอ ฉันไม่แน่ใจว่านี่เป็นความฝันหรือความจริงกันแน่  แต่ฉันก็ไม่คิดจะหา
ความจริงใดๆ ในตอนนี้ กองไฟมอดดับลงหมดแล้ว ยิ่งดึกอากาสก็ยิ่งหนาว
ขึ้นเรื่อยๆ จะมีใครมั้ยนะที่รู้สึกหนาวได้แม้กระทั่งในความฝัน
คนผู้นั้นต้องเป็นคนที่เศร้าที่สุดในโลกแน่ๆ

natee

สาวน้อยคนนั้น

December 3, 2009 by endlescape

1

ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงคิดถึงเธอ และมันเกิดขึ้นง่ายมากๆ แค่แวบหนึ่งของความรู็สึกฉันที่ว่างเปล่าใบหน้าของเธอและรอยยิ้มสวยๆ นั้น ก็ผุดขึ้นมาในหัวฉันทันที และนานทีเดียวกว่าจะค่อยๆ เลือนหายไป นี่หัวใจของฉํนกำลังจะบอกอะไรกับฉันรึเปล่า ฉันชักไม่แน่ใจ…ใช่แล้วล่ะ! มันอาจเกิดขึ้นเงียบๆ ในคืนวันหนึ่งซึ่งฉันก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าวันไหนแน่ อาจเป็นคืนที่เรามองดูดวงจันทร์ด้วยกัน และพรำ่เพ้อถึงเรื่องราวที่สวยงามนั้น ถ้อยคำที่พาเราเดินทางไปด้วยกัน ดั่งบทเพลงที่เราฟังไปพร้อมๆ กัน ฉันไม่แน่ใจถึงความรู้สึกนั้นได้ แต่เมื่อฉันตื่นขึ้นมา ฉันก็ค้นพบว่า สิ่งแรกที่ฉันคึิดถึงคือดวงตาเหม่อลอยคู่นั้นที่มองไปบนฟ้าไกลรอให้เมฆเคลื่อนผ่านดวงจันทร์ไปอย่างช้าๆ ราวกับเด็กน้อยรอคอยแสงสว่างในความมืดมิด (ฉันรู้เพราะกำลังแอบมองเธออยู่นะซิ) ฉันอยากจะจูบเธอแต่ทำได้เพียงคิดเล่นๆ ในใจ  เธอหันมามองฉัน  ฉันส่งยิ้มให้เธอ…
ฉันยังจำมันได้ดีถึงความรู้สึกนั้น คืนที่พระจันทร์ลอยเด่นราวกับจะแกะออกมาจากฟ้าได้ ก้อนเมฆสีขาวหรือสีเทากันนะที่เคลื่อนตัวเร็วกว่ากัน  ที่เราต่างหาคำตอบ มันช่างเป็นคืนที่สวยงามจริงๆ แม้จะผ่านมานานพอสมควรแต่ฉันยังคิดถึงอยู่เสมอและอดคิดไปเองไม่ได้ว่าเธอจะคิดถึงมันบ้างรึเปล่า

2

ฉันชอบความเรียบง่ายที่ดูดีนั้นของเธอ ที่เธอเองมักจะมองข้ามมันไป ด้วยท่าทีของเธอที่ฉันไม่อาจคาดเดาได้นั้น สะกดฉันไว้ทุกครั้งที่เห็นเธอ เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นมาก่อน  บ่อยครั้งที่ฉันมักจะพูดจาตรงกันข้ามกับความรู้สึกกับเธอซึ่งมันทำให้ฉันเกลียดตัวเองอยู่เสมอๆ แต่ให้ตายซิ! ฉันจะกล้าบอกเธอได้ยังไงล่ะ  เฮ้! ความจริงแล้วเธอดูดีมากๆ เลยนะ ฉัน…เอิ่ม… อืมแค่คิดก็…ไม่รู้ซิ ทั้งๆ ที่อยากจะพูดอะนะ ฉันมักจะหาเรื่องชวนเธอไปไหนมาไหนอยู่บ่อยๆ เพราะฉันชอบเวลาคุยกับเธอ เธอมักจะพร่ำเพ้อถึงความเศร้าในตัวเธอให้ฟังผ่านควันบุหรี่ขาวนวล มวนแล้วมวนเล่า จนอกฉันแทบจะระเบิดเป็นภูเขาไฟบุหรี่มหึมา แต่ฉันยอมได้ เพียงแค่ได้อยู่กับเธอสองคนใกล้ๆ และพูดคุย เพราะเธอเป็นคนที่ฉันแลกเปลี่ยนความเศร้าด้วยได้ เธอทำให้มันหายไป ฉันไม่รู้สึกเหงาแม้แต่น้อย เหมือนมีคนที่คอยรับรู้เรื่องราวของฉันแม้เรื่องที่ฟังดูงี่เง่าๆ เธอก็รับฟังมันด้วยความสนใจ  ฉันคิดว่าเรามีอะไรคล้ายกันหลายๆ อย่าง เธอเหมือนกระจกที่สะท้อนให้ฉันเห็นตัวตนของฉันอีกคนจนบางทีฉันก็แอบคิดไปเองว่าเราน่าจะแต่งงานกัน ฮ่าๆๆ ฉันมักคิดอะไรอยู่คนเดียวเสมอๆ คิดแล้วก็ตลกดีนะถ้าจะพูดมันออกมจริงๆ ทุกๆ ครั้งที่เธอปลดปล่อยเรื่องราวแสนเศร้าของเธอให้ฉันฟัง ฉันแทบอยากจะตะโกนออกไป ว่าฉันนี่แหละจะทำให้เธอมีความสุข ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ นะ แต่ต่อให้ฉันตะโกนออกไปดังแค่ไหนเธอก็ไม่มีทางได้ยินมัน แม้ดวงตาของฉัน หรือรอยยิ้มของฉันที่อยู่ตรงหน้าเธอก็ตามที เธอก็ไม่มีวันรับรู้ได้อยู่ดีมันช่างน่าเศร้ามากๆ เลย คุณว่ามั้ยล่ะ

3

บ่อยครั้งที่ฉันมักจะคิดไปเองว่าเรื่องราวของเธอนั้นคงจะมีฉันอยู่ในนั้นบ้างจากถ้อยคำที่เธอเอื้อนเอ่ย  บทกวีที่เธอเขียน  หรือบทเพลงที่เราเคยฟังด้วยกัน มันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้แม้จะพยายามไม่คิดก็เถอะ และทุกครั้งที่ฉันคิด กำแพงดอกไม้ที่ฉันปลูกมันขึ้นมาก็สูงขึ้นๆ จนบดบังความจริงที่ฉันควรจะมองเห็น ความจริงที่เธอไม่ได้มีฉันอยู่ในเรื่องราวของเธอเลย ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้  อืมม…หยุดเถอะ  พอเถอะ ฉันบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ฉันก็ยังคิดถึงเธออยู่ดี แล้วใครคนใดเล่าจะห้ามความรู้สึกได้ฉันไม่เชื่อว่ามีคนๆ นั้นอยู่บนโลก ฉันเกลียดตัวเองแบบนี้ บ่อยครั้งที่ฉันพยายามบอกเธอหรือใครต่อใครว่าควรทำอย่างไรกับความรู้สึก ฉันเหมือนเป็นคนที่เข้าใจอะไรได้ดี แต่สุดท้ายฉันเองที่หลงลืมคำพูดนั้นไปเสีย มันทำให้ฉันรู้สึกไม่ซื่อสัตย์กับคำพูดและความรู้สึกของตัวเอง มันทำให้ฉันรู้สึกแย่มากๆ แต่ก็เอาเถอะอย่างน้อยฉันก็ไม่ได้เติมแต่งใดๆ ในเรื่องที่ฉันเล่าให้คุณฟังอยู่นี่ วันนี้ เธอได้ถามคำถามที่ฉันอยากจะพูดมันออกมานานแสนนาน  ขอฉันกอดเธอได้มั้ย? …รู้ตัวอีกทีเธอก็เข้ามาอยู่กับฉันแล้ว ในตอนนั้นฉันไม่คิดหาคำตอบใดๆ ว่าเพราะเหตุใดเธอถึงอยากกอดฉัน เธออาจเพียงแค่เหงาก็ได้ ฉันไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่าอ้อมกอดที่แสนบริสุทธิ์และอบอุ่นของเธอ ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเด็กหลงทางที่จากบ้านไปนานแสนนาน และในอ้อมกอดเพียงเสี้ยววินาทีนั้นได้นำพาฉันกลับมาบ้านอีกครั้ง อย่าเพิ่งหายไปนะ ฉันหลับตาและภาวนาอยู่ในใจ……………….

แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา ฉันได้แต่เพียงคิดว่าฝันไปเท่านั้น นี่แหละมั้งที่เค้าเรียกกันว่าความฝันที่ชัดเจนในความจริง ใช่แล้วหล่ะ ฉันจะทำอะไรไปได้มากกว่าการแค่ได้ฝันถึงเธอ ฉันเพียงแค่เดินเข้ามาเงียบๆ ในยามหลับของเธอโดยที่เธอไม่เคยรู้ตัว และมองเห็นความสวยงามของเธอ อย่างที่เธอไม่เคยคิดว่าจะมีใครมองเห็น และพร้อมจะมอบความรักให้เธออย่างจริงใจอย่างที่ไม่เคยมีใครเคยให้เธอมาก่อน เธอได้พบฉันแล้ว (อาจแค่ในความฝัน) แต่ฉันก็ตัวเล็กเกินไปที่เธอจะมองเห็นได้ และฉันก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอมองหา และมันคงไม่มีความหมายอะไรถ้าฉันจะเอ่ยความรู้สึกกับเธอ คุณพอจะเข้าใจฉันใช่มั้ย? ฉันก็แค่ได้เดินเข้ามาเงียบๆ เฝ้ามองดูเธอ และฉันก็จะจากไปเอง จากไปพร้อมรอยยิ้มของฉันที่เธอไม่เคยรู้เลยว่ามันหมายถึงอะไร…สาวน้อย.

natee 26/11/09

” ตาต่ำ

November 30, 2009 by endlescape

ตาต่ำ พาเห็นดาวสูง
ดาวเป็นฝูงพาำไปไหนๆ
ตาเห็น เห็นที่ ควรเห็น

มีหลายตา แหมมม๋ เพลินใจ

QUANH

…………………………………………………………..

Nature healing itself

November 30, 2009 by endlescape

คืนน้ำของธรรมชาติ ,ลงตามแรงโน้มถ่วง ,ธรรมชาติรักษา อย่างธรรมชาติ

,เป็นหนึ่งเดียว ,เสมอ,ไม่มีได้ คืน หรือเสีย เป็นสิ่งเดียว

Quanh

……………………………………………………….

ไม่น่าจะบ้า

November 17, 2009 by endlescape

พุทธศาสนา คือวิชา ที่เปลื้องปลุก
มิให้คน ทนทุกข์ เท่าเส้นขน
แต่คนรับ รับมา ท่าสัปดน
มาทำตน ให้ทุกข์ รุกขึ้นไป
ให้ยึดมั่น ขลาดเขลา เมาศาสนา
สอนเป็นบ้า เรียนเป็นบ้า คว้ากันใหญ่
สร้างเป็นบ้า จนเป็นฝ้า บังจิตใจ
เกิดฝักฝ่าย พวกพรรค รักสู้กัน
ส่วนพระธรรม คำสอน สิ่งดับทุกข์
ไม่สนใจ ทำให้ถูก ตามหลักนั่น
หลงส่งเสริม เพิ่มทุกข์ ลุกเป็นควัน
นี่แหละพันธ์ุ พวกบ้า เจ้าข้าเอยฯ

พระธรรมคำสอนของพระพุทธทาส ภิกขุบทนี้อาจะดูเหมือนจะสะท้อนความโง่เขลาต่อศาสนาของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ความเสื่อมซึ่งเกิดจากกิเลสตัณหา ความอยากได้อยากมี การรับที่ไม่มีวันสิ้นสุดและการเกิดดับ หากพิจารณาให้ดีแล้วนั้นสิ่งจริงแท้คือความไม่มี หากเรายังไปติดกับ รูป รส กลิ่น เสียง นั่นก็เหมือนกับตายทั้งเป็นแบบที่หาทางออกไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการละทิ้ง และปลดปล่อยกิเลสที่ทำให้ใจว้าวุ่นไปกับโลกที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริง ก็บอกไว้ชัดเจนในคำนี้อยู่ว่า เท็จ หรือ จริง นั้นอยู่ที่ปัญญาของเราในการไตร่ตรองเรื่องต่างๆให้ดี มิใช่เชื่อเขาว่ากันไปหมด ตัวข้าพเจ้าก็ใช่ว่าจะไตร่ตรองถี่ถ้วนเท่าไรนักในการใช้ชีวิต และในบางครั้งก็ยังหลงมัวเมาอยู่ในรสกิเลสนั้นอยู่ และในบางครั้งการไปวัดก็มิใช่หนทางแห่งการดับทุกข์ ดังบทกลอนข้างต้น ปัญญาคือหนทางแห่งการดับทุกข์ที่แท้จริง หากไม่เริ่มที่ตนเองก็คงไม่มีผู้ใดจะสามารถลดละดับไฟกิเลสนี้ได้ จงดูให้ดีเถิด ว่าบทความบทนี้ไร้สาระหรือไม่ หรือช่วยส่งเสริมให้ท่านพบสิ่งใดบ้าง ขอให้เป็นธรรมทานแก่ท่านผู้ได้อ่าน
ธรรมะมิใช่แฟชั่น ที่มีอินเทรนด์หรือตกเทรนด์แต่มันคือหัวใจของเราที่กำลังเต้นอยู่ทุกวัน หากวันใดธรรมะดับไปก็เท่ากับหัวใจของเราหยุดเต้นเช่นกัน

แม่บัวเผื่อน ณ ลอนดอน
…………………………………..
ขอขอบคุณบทกลอนข้างต้นจากเว็บ http://www.nkgen.com ด้วยค่ะ

…………..

ลมปลิว โปรยหมอก น้ำค้างหญ้าคา รอนแรม เป็นเวลาที่ดวงตะวัน ดารา และจันทราปรากฎ เข้ายาม เช้า ตรู่นึกว่ามืด สนิท จันทร์ดับ เป็นเวลาค้างคาว เบิกตา คนปิดตา เปิดตา ขนานคู่เวลา กลางวันครึ่งหนึ่งของเวลาจันทรา กลางคืนครึ่งหนึ่งของเวลาวัน ใบไม้พัดไหว โบกซ้าย ใช้ดวงตาภาพเสมือน หล่นสู่ตะกอนดิน กำเนิดเสียง ฝนกระทบคลื่นอากาศ สัญญาณไฟฟ้า พลังงาน แผ่นดินรองรับปลีกใบไม้ หล่นขึ้นฟ้า เวลากลับหัว แต่ใบไม้ยังพัดกังวาล เวลาผ่าน สิ้น เปลี่ยนให้เกิด กำเนิด ตกสูง หล่นขึ้นบนดิน ชีวิตใหม่กำเนิด สัญญาณชีวิตปลิว ลอย เมฆ คลุมดำ แม่น้ำเชี่ยว ไหล นิ่ง สงบ กระทบ เสียงไพร นกกินผล แผ่สาขา รากใหม่ ร่วมรากใหญ่ ไพรชีวิต สายธารธรรมชาติ เคลื่อนไหว จับ หยุด ไม่มีตกขึ้นซ้าย เยื้อง ขวาิ ไม่ปรากฎ ต่อเวลา

-ธรรมฯ -ทั้งปวง -ไม่เป็นตัวตน

Quanh

. . . . . . . . . . . . . . . . . .

นภาสุข / Music and Lyrics on the shores of Khong river

November 10, 2009 by endlescape

เอื้องฟ้ามุ่ยพบว่าหมอกตอนเช้าไม่ได้หายไปเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น

แต่เขยื้อนตัวให้แสงทอดเบียดผ่านเพื่อนำทางในเวลาวัน

เสียงขลุ่ยแว่วทว่ากังวาล จากอีกฝั่งของริมน้ำ

เขาทอดตาผ่านม่านหมอก ยามอาทิตย์แย้มแสง กลุ่มควันกองเล็กปรากฎ

เอื้องฟ้ามุ่ยเขยิบตัวหยิบพัดไม้ไผ่ ขยับมือเอื้ออำนวยให้ลมไหลผ่านสู่เตา

ฆ่าเวลาของกิจวัตรประจำวัน ด้วยการดูไฟที่ค่อยๆมอดลง ถูกปลุกลุกขึ้นมาใหม่

ช้า เร็ว เคลื่อนไหว ตามจังหวะลม เสียงขลุ่ยโปรย รินในอากาศ

เขาค้นพบว่า เวลาที่เสียงขลุ่ยบรรเลงเป็นหนึ่งเดียวกับลมขานในตัวเขาที่สุด คือเวลา

ที่แสงอาทิตย์กำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายของการเปลี่ยนเวลา

ในช่วงยามที่นิ้วมือของเขาค่อยๆถูกเปิดเผยออกจากเงาของราตรีวาน

เอื้องฟ้ามุ่ยรู้ว่าแม่น้ำเป็นสะพานไร้รูปทรงที่กั้นแผ่นดินเป็นสองฝั่ง

เขามองเห็นน้ำ มีคุณสมบัติดูดซับ ซึม ผ่าน แทรกรวมเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งที่ขวางระหว่างทาง

เสียงขลุ่ยโปรยระรินข้ามลุ่มโขง ฟุ้งละลายคล้ายควันในอากาศ

เอื้องฟ้ามุ่ยชอบดูไฟที่ค่อยๆมอดลง ถูกปลุกขึ้นมาใหม่ เคลื่อนไหวช้า เร็ว ตามจังหวะลม

เขาชอบช่วงเวลาที่นิ้วมือของเขาค่อยๆถูกเปิดเผยจากแสงของดวงอาทิตย์

q2


Quanh

ความว่างเปล่า

October 30, 2009 by endlescape

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นที

…………………………………………

เว้นว่าง-เติมเต็ม-สมบูรณ์-ชีวิต

.

คณาพร

…………………………………………

พื้นที่ตรงนี้ขอเอาไว้ให้..ตัวเอง

.

แม่บัวเผื่อน ณ ลอนดอน

…………………………………………

 

 

Quanh
…………………………………………

เปล่า ว่าง • กลับ • ว่าง เปล่า

.

มิญ

ความอยากรู้อยากเห็นและ..อยากจับ

October 28, 2009 by endlescape

ความอยากรู้อยากเห็นกับงานศิลปะ

R0016004

ผลงาน Duck Rabbit เป็นงานปั้นขนาดใหญ่ที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยขน.. ขนสีดำ

สำหรับผลงานชิ้นนี้หากมองเพียงผิวเผิน ไม่อาจค้นพบอะไรในมัน

แต่หากได้ลองจ้องมองซักพัก เดินวน หนึ่งรอบ สองรอบ

เมื่อนั้นมันจะปลุกความอยากรู้อยากเห็นที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ออก

เธออยากจับมันมั้ย?

อยากรู้มั้ยว่าสัมผัสมันเป็นไง?

อยากรู้มั้ยว่าข้างในมีอะไรอยู่?

และถ้าจับจะผิดมั้ยนะ?

คำถามเกิดขึ้นมากมายก่ายกอง

แล้วเชื่อมั้ย..

พอได้ทีเผลอ เลยแอบลูบๆคลำๆประมาณเสี้ยววินาที

และไม่ใช่เราที่เป็นคนเดียว

สังเกตคนรอบๆตัว จะได้เห็นพฤติกรรมแปลกๆ

กล้าๆกลัวๆ แต่ก็อยากนะ และนี่แหละคือเสน่ห์ของคำว่า “ไม่รู้”

แต่รู้อะไรมั้ย…..

งานชิ้นนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ยากจะบอกว่ามันคืออะไร

มันคือ “ความอยากรู้อยากเห็น ของมนุษย์”

มันคือคอนเซ็ปของงานชิ้นนี้ที่เราขอตั้งให้มันเอง

เพราะงานแสดงในที่นี้ไม่มีคำบรรยายใต้ภาพ

และเจ้าไข่น้อยนี่ก็อยู่ในงานแสดงที่ใหญ่ระดับโลกอย่าง FRIEZE ART FAIR

ขอเกริ่นอีกซักหน่อยว่างานนี้ใหญ่ระดับโลกจริงๆ

และเป็นงานที่จัดรวบรวมแกลอรี่จากทุกมุมโลกเข้ามาไว้ด้วยกัน

โดยจะคัดเลือกศิลปินรุ่นใหม่มาแสดงงาน

โดยงานที่แสดงนั้น จะต้อง “ใหม่” ใหม่จนบางชิ้นรับไม่ได้… เชื่อมั้ย

แต่เอาเป็นว่าใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม

เข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.friezeartfair.com/

แม่บัวเผื่อน ณ ลอนดอน.

* * * * * * * * * * * * * * * *

0001

:  P

Quanh

* * * * * * * * * * * * * * * * *

Space nomad

October 27, 2009 by endlescape

It happened on one moonlit night. She fell in love with him so rapidly.

She felt like she had met those pair of eyes before.

He felt like her voice seemed similar to the sounds that running around  his thoughts.

The sky was so clear.

She welcomed him in to her house ,he opened his door to let her in.

.

.

One morning she woke up and looked at her husband who was sleeping beside her

“  I feel like I know nothing about him ,he is just a stranger”  thought the lady.

She asked him “Who are you really and where are you really from ?”

He said he came from outer space ,said that he was an alien.

He always felt out of  his planet ,as he was wandering for seeking a place to set up his house ,he met her,he thought, he may belong here.

.

.

The lady cried.

.

.

“I’d better go to another space ,while I traveling I know that there are lots of  spaces to go but I stopped here because the emotions the Earthlings feel were the things that I had never learned before and I don’t want to give up ,I’d better go even though now I start feeling them” said the alien

“may be thing that belongs to aliens is travel to another planets”

.

Nice to meet you here  my nomad friends  : )

*(inspired from the movie ” light of my eyes”)

Quanh

* * * * * * * * * * * * * * *

สวัสดีสหาย

อันแท้จริงแล้ว ไม่ได้มีใครรู้ว่าตนเองนั้นมาจากไหน และกำลังทำอะไรอยู่
ในทุกวันของชีวิต เราเชื่อว่าจะต้องมีคำถามเกิดขึ้นสักครั้งว่า

เหตุใดเราถึงเกิดมา และเราเกิดมาเพื่ออะไร

นั่นคือเหตุผลที่ไม่มีวันหาคำตอบได้เจอ
แต่สิ่งที่ทำได้คือ การดำรงอยู่ และสร้างสิ่งที่ไม่มีให้ก่อเกิดขึ้น

จงดำรงชีวิตอยู่บนหนทางของความฝัน
เพราะนั่นจะทำให้เธอไปถึงปลายทางของความจริง

หากความฝันคือความจริง
และความจริงคือความฝัน
เหตุใดจงต้องหยุดเดิน
ในเมื่อวันพรุ่งนี้ยังรอเราอยู่เสมอ

แม่บัวเผื่อน ณ ลอนดอน

* * * * * * * * * * * * * * *

เธอมีความฝัน และเวลาในชีวิตของเธอเอง
ทำสิ่งที่อดีตไม่เคยเห็น
และอนาคตต้องหันกลับมามอง

“ร่ำร้องบทเพลงในยุคสมัยของเธอซิ”

นที
* * * * * * * * * * * * * * *

หันกลับไปมองข้างหลัง
เห็นเงาของตัวเอง
เศษเงานั้นมีบางส่วนไม่ใช่ของฉัน
ฉับพลันฉันหดหู่
มีอะไรบ้างเป็นของฉัน
หันกลับมามองตัวเอง
ในช่วงขณะนี้
ณ เวลานี้
ณ ที่ที่ฉันอยู่
ยุคสมัย..ของฉัน
ของจริง-จริงแท้สุดสุด-จริงยิ่งกว่าตัวฉัน
ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
ไม่เพื่อใคร
ไม่เพื่อแค่ฉัน
แด่ปัจจุบัน
แด่เวลาของผองเรา
โอบรับทุกสิ่งเพื่อไปโปรยยังหนทางข้างหน้า

คณาพร
* * * * * * * * * * * * * * *

P1180265

ถ่ายรูปตัวเอง ผ่าน กระจกเงา

เพดานผ่านเลนส์กล้องเหมือนฟ้าวานิลลา

อยากเก็บฟ้าในห้อง

เก็บปัจจุบันที่ตาจริงมองไม่เห็น

ไม่ได้ไปไหนไกล ห้านิ้วจากบานกระจกเงา , ขวา แสดงทางซ้าย ซ้ายแสดงทางขวา

แสงแสดง สาดส่อง สร้างเสมือน

ขณะที่เวลาเดียวกัน สิ่งดำเนินตามหน้าที่วิถีตน

ขณะที่ความจริงกำลังขับร้อง ภาพลวงแสดงคู่กันไป เหมือนคู่เต้นรำที่สอดคล้องฝึกซ้อมกันมาอย่างดี

ณ เวลาปัจจุบัน ฉันหันหน้าไปทางขวา และฉันหันหน้าด้านซ้าย, เวลาปัจจุบันเดียวกัน

Quanh